วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

ข้อ 2 หลักการเปลี่ยนภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ไปให้แก่ฝ่ายจำเลย

ข้อ 2 หลักการเปลี่ยนภาระการพิสูจน์   (Burden of   Proof) ไปให้แก่ฝ่ายจำเลย [1]   

             คำพิพากษาฎีกาที่ 834/2503 ในการฟ้องร้องคดีเกี่ยวด้วยรับของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร  ถ้ามีข้อโต้เถียงขึ้นเกี่ยวกับการชำระภาษีถูกต้องแล้วหรือไม่ หรือว่าของนั้น ๆ ได้นำเข้ามาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  หน้าที่พิสูจน์ตกแก่จำเลย
   หมายเหตุ  กฏหมายศุลกากรนั้น  มีหลักอยู่อันหนึ่งซึ่งเหมือนกันหรือเป็นไปทำนองเดียวกัน  คือ เปลี่ยนภาระการพิสูจน์   (Burden of Proof) ไปให้แก่ฝ่ายจำเลย    ดังเช่นตัวอย่าง
                 กฏหมายศุลกากรอังกฤษ   .. 1952 มาตรา 290 (2) บัญญัติว่า
                 “Where   in any proceedings   relating   to customs   or excise any   question arises as to the place from which any goods have been brought or as to whether or not --
                   (a)  any duty  has  been  paid  or  secured  in  respect of  any  goods;   or
                   (b)  any goods  or  other   things   whatsoever   are   of   the  description   or  nature alleged  in  the  information,  writ  or  other  process;   or
                  (c)  any  goods    have   been   lawfully   imported   or   lawfully    unloaded  from   any ship  or   aircraft;    or      
                  (d)  any  goods  have  been   lawfully   loaded   into   any   ship   or   aircraft  or  lawfully  exported  or  were  lawfully  waterborne;   or
                  (e)  any  goods   were   lawfully   brought   to   any   place  for   the  purpose   of   being loaded  into  any  ship  or  aircraft  or  exported;  or
                  ( f )  any  goods  are  or  were  subject   to  any  prohibition  of    or   restriction   on  their importation  or  exportation, then,  where those proceedings are  brought  by or against  the  Commissioners, a law  officer of  the Crown or an officer,  or  against  any  other  person  in  respect  of  anything  purporting to  have  been  done  in  pursuance  of  any  power  or  duty  conferred  or  imposed  on  him  by  or  under  the  customs  or  excise  Acts,  the  burden  of  proof  shall  lie  upon  the  other  party  to  the  proceedings.”
              กฏหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาณาสหรัฐอเมริกา  หมวด  27  ว่าด้วยความผิด ทางศุลกากร  545  บัญญัติว่า
                  “ Whoever  knowingly  and  willfully,  with  intend  to  defraud  the United  States, smuggles,  or  clandestinely  introduces  into  the   United   States   any   merchandise   which should  have  been  invoiced,  or  makes  out  or  passes,  or  attempts  to  pass,  through  the  customhouse  any  false,  forged,  or  fraudulent  invoice,  or  other  document  or  paper;   or     
                  Whoever  fraudulently  or  knowingly  imports  or  bring  into  the  United   States, Any   merchandise  contrary  to  law,  or  receives,  conceals,   buys,  sells,  or  in any  manner  facilitates the transportation,  concealment,  or  sale  of  such  merchandise  after  importation,  knowing  the  same  to  have  been  imported  or  drought  into   the  United   States    contrary   to  law --
                  Shall  be  fined  not  more  than  $  10,000  or  imprisoned  not   more   than   five Years,  or  both.
                  Proof  of  defendant’s  possession  of  such  goods,  unless    explained   to  the  satisfaction  of  the  jury,  shall  be  deemed  evidence  sufficient    to    authorize    conviction  for  violation  of  this  section.”
                  กฏหมายศุลกากรออสเตรเลีย  .. 1901 - 1959  มาตรา  233  บัญญัติว่า
                  “(1)  No  person  shall – (a)  (b)  (c) - - - (d)   unlawfully    convey  or  have  in  his possession  any  smuggled  goods  or  prohibited  imports  or  prohibited  exports.
                 (2)  It  shall  not  be  lawful  for  any  person  to  convey  or  have  in  his  possession  without  reasonable  excuse  ( proof  whereof  shall  lie  upon  him )  any  smuggled  goods  or  prohibited  imports.”  และบทบัญญัติอื่นทำนองเดียวกัน
                  กฏหมายศุลกากรสหพันธมลายา  ..1952  มาตรา  115  บัญญัติว่า     
                   “ lf  in  any  prosecution  in  respect  of  any  goods  seized  for  non-payment of duties or  for  any  other  cause  of  forfeiture  or  for  the  recovery  of any penalty or  penalties under  this  Ordinance,  any  despute  arises  whether  the  customs  duties  have  been  paid  in  respect  of   such   goods,   or   whether   the   same    have    been   lawfully   imported   or  exported  or    lawfully   landed  or  loaded,  or  concerning  the  place  whence  such  goods  were  brought  or  where   such   goods  were  loaded,  then  and  in  every    such   case   the  burden  of  proof  thereof  shall  lie  on  the  defendant  in  such  prosecution.” 
                  และ กฏหมายศุลกากรไทย   คือ พระราชบัญญัติศุลกากร  พ.. 2469  มาตรา   100  ก็บัญญัติทำนองเดียวกันว่า   ในการฟ้องร้องคดี อันเกี่ยวด้วยของซึ่งต้องยึด เพราะไม่เสียภาษี หรือเพราะเหตุพึ่งริบโดยประการอื่นก็ดี หรือเพื่อยึดเอาค่าปรับตามพระราชบัญญัตินี้ก็ดี   ถ้ามีข้อโต้เถียงเกิดขึ้นว่า ค่าภาษีสำหรับของนั้น ๆ ได้ส่งชำระถูกต้องแล้วหรือหาไม่ หรือว่าของนั้น ๆ ได้นำเข้ามา ได้ขนขึ้นจากเรือ   ได้ส่งออก   ได้บรรทุกลงเรือ    ได้ย้ายขนไป   ได้เก็บ   ได้ขาย     หรือได้จัดการอย่างอื่น โดยชอบด้วยกฏหมายหรือหาไม่ไซร้   ท่านว่าหน้าที่พิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยทุกคดีไป
                  การที่กฏหมายศุลกากรผลัดภาระการพิสูจน์ไปให้แก่ฝ่ายจำเลยนั้น    น่าจะเป็นเพราะเกิดจาก ความจำเป็นบังคับเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองประการหนึ่ง      และโดยเหตุที่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของฝ่ายจำเลยฝ่ายเดียว   หรือฝ่ายจำเลยสามารถจะแสดงความบริสุทธิ์ได้โดยง่ายถ้า ไม่ได้กระทำผิดจริงอีกประการหนึ่ง      ไม่เป็นเหตุให้เสียความยุติธรรมประการใด      นานาประเทศจึงใช้หลักอันเดียวกัน   ผิดกันแต่ในรายละเอียดปลีกเล็ก ๆ น้อย ๆ  เท่านั้น
                 แต่ก่อน  ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าหน้าที่หรือภาระการพิสูจน์ของจำเลยตามความในมาตรา  100  แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรนี้      ต้องได้ความว่าจำเลยรับหรือในทางพิจารณาได้ความปรากฏว่า  ของที่ต้องยึดนั้นจำเลยนำเข้ามา     จึงตกเป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องพิสูจน์ว่าค่าภาษีสำหรับของนั้นได้ชำระถูกต้องแล้วหรือจำเลยได้นำเข้ามาโดยชอบด้วยกฏหมาย   หรือมีการเถียงว่าของที่พึ่งต้องเสียภาษีนั้นได้เสียแล้วหรือยัง   เป็นหน้าที่ของจำเลยผู้เถียงว่าได้เสียแล้วเป็นผู้นำสืบ   หรือเป็นเรื่องขนสินค้าเพื่อหนีภาษีหรือช่วยเหลือในการนั้น     ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 927/2479   ที่ 970/2497   ที่ 972/2497   ที่ 211 -- 217/2482 และที่ 736/2482   ต่อมาในปี พ.. 2497 ได้มีการตรากฏหมายศุลกากรเพิ่มเติม กำหนดความผิดฐานรับของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลียงอากร  และกำหนดบทสันนิษฐานว่ามีการลักลอบนำของหนีศุลกากรเข้ามาโดยยังไม่ได้ชำระอากรหรือฝ่าฝืนกฏหมายในหลายกรณีด้วยกัน ความผิดฐานรับของที่นำเข้าโดยหลีกเลียงอากรนั้น      บัญญัติเพิ่มขึ้นเป็นมาตรา  27  ทวิ  แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.. 2496  ว่า  ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น  ช่วยจำหน่าย  ช่วยพาเอาไปเสีย  ซื้อ  รับจำนำ  หรือรับไว้โดยประการใด  ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลียงอากร  ข้อห้าม  ข้อจำกัด  มีความผิด  ต้องระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว  หรือจำคุกไม่เกินห้าปี  หรือทั้งปรับทั้งจำ“    โดยคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้  คดีรับของที่นำเข้ามาโดยหลีกเลียงอากรตามมารตรา 27 ทวิ  เมื่อมีข้อโต้เถียงเกิดขึ้นเกี่ยวกับการชำระภาษีถูกต้องแล้วหรือไม่  หรือว่าของนั้น ๆ ได้นำเข้ามาโดยชอบด้วยกฏหมายหรือไม่  หน้าที่หรือภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่จำเลยในอันที่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ต่อศาลให้ศาลเห็นจริงตามที่ตนเถียงขึ้นนั้นอีกกรณีหนึ่ง
                   ไม่ว่าโต้เถียงของฝ่ายจำเลยจะมีประการใดก็ตาม   ตามกฏหมายศุลกากรยังมีบทสันนิษฐานอีกหลายประการ  ซึ่งฝ่ายจำเลยมีภาระจะต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานนั้นให้ศาลเห็นจริง  เช่นบท  สันนิษฐานตามมาตรา  14 วรรคสอง  แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับ 12) ..2497 ว่า  ถ้าผู้ใดมีสินค้าไว้เพื่อการค้าของตนเอง    หรือผู้อื่นในบริเวณพิเศษที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศกำหนดขึ้น    ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินค้าที่ยังไม่ได้ชำระอากร  เว้นแต่จะแสดงให้เป็นที่พอใจว่าได้ชำระอากรแล้ว    หรือบทสันนิษฐานตามมาตรา  13  วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันว่า   ในเขตควบคุมศุลกากร   เมื่ออธิบดีกรมศุลกากรประกาศให้ผู้ทำการค้าสินค้าชนิดใดจัดให้มีสมุดควบคุมและลงรายการในสมุดนั้นเป็นรายวันแล้ว      ถ้าตรวจพบว่ามีสินค้าเกินหรือขาดบัญชี   ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้าซึ่งเกินหรือขาดนั้นได้นำมาไว้ในครอบครอง    หรือย้ายขนไปโดยผิดกฏหมายแล้วแต่กรณีโดยยังไม่ได้ชำระอากร  (กรณีขาดบัญชีนั้นมุ่งหมายถึงของมาตราเป็นต้น     บทสันนิษฐานที่สำคัญซึ่งปรากฏตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้  คือบทสันนิษฐานตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 12)  .. 2497  ที่ว่า   ถ้าปรากฏว่าผู้ใดมี    สิ่งซึ่งต้องห้าม     หรือสิ่งซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นสิ่งต้องกำกัด  หรือเป็นสิ่งลักลอบหนีศุลกากรไว้ในครอบครอง  ให้อธิบดี  พนักงานศุลกากรผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นพิเศษจากอธิบดี  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ  มีอำนาจบันทึกข้อเท็จจริงที่ตนเองได้พบเห็น    บันทึกนี้ถ้าเสนอต่อศาลในเมื่อมีการดำเนินคดี     ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นความจริงตามข้อเท็จจริงที่จดแจ้งไว้ในบันทึกนั้น    และผู้นั้นได้นำสิ่งนั้นเข้ามาโดยมิชอบด้วยกฏหมาย หรือนำเข้ามาโดย การลักลอบหนีศุลกากรแล้วแต่กรณี   เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น“  ข้อสันนิษฐานตามมาตรานี้จะต้องปรากฏในเบื้องต้นว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งของต้องห้ามในการนำเข้า (คือของที่มีกฏหมายห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด) หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งของที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นของต้องกำกัด (เช่น ของที่จะนำเข้าได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตก่อนหรือเป็นของลักลอบหนีศุลกากร (คือนำเข้ามาโดยไม่ผ่านศุลกากร) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้แล้วและเจ้าพนักงานดังระบุไว้ในกฏหมาย  ได้ทำบันทึกข้อเท็จจริงที่ตนเองได้พบเห็นไว้แล้วเสนอต่อศาลเมื่อมีการดำเนินคดี       จึงสันนิษฐานว่าเป็นความจริงตามข้อเท็จจริงในบันทึกนั้น   และผู้ที่ครอบครองสิ่งของดังกล่าวได้นำสิ่งนั้นเข้ามาโดยมิชอบด้วยกฏหมายหรือโดยการลักลอบหนีศุลกากร ฝ่ายจำเลยย่อมสามารถนำพยานหลักฐานต่าง ๆ  มาพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานนี้ได้ด้วยประการต่าง ๆ   แต่ถ้าหลักฐานนั้นไม่พอฟัง  ก็ต้องมีความผิดตามข้อสันนิษฐานของกฏหมายเช่นในคดีนี้
                   มีข้อควรสังเกตเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานดังกล่าวข้างต้นอยู่บางประการ  คือในเรื่องเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นของลักลอบหนีศุลกากรนั้น   ย่อมมีได้ต่าง ๆ   สุดแต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ  ไป  ในคดีนี้จะเห็นได้จากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่า    การที่จำเลยมีของชนิดที่ต้องทำบัญชีควบคุมไว้โดยไม่ได้ทำบัญชีก็เป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นของลักลอบหนีศุลกากร   ซึ่งในอีกทางหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าการที่ไม่ได้ทำบัญชีเลยก็เท่ากับมีของเกินบัญชี    ซึ่งมาตรา   14   ให้สันนิษฐานว่าเป็นของยังไม่ได้ชำระอากรอีกด้วย    อีกประการหนึ่ง    ข้อเท็จจริงในบันทึกของเจ้าพนักงานนั้น ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ตนเองได้พบเห็น ไม่ใช่ความเห็นหรือความเข้าใจของผู้บันทึก   แต่ข้อเท็จจริงนั้นเป็นเพียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นของลักลอบและอื่น ๆ ที่พบเห็นเองเกี่ยวกับเรื่องนั้น   ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นข้อเท็จจริงว่าผู้ใดนำของนั้นเข้ามาทางไหน  เมื่อใด เพราะถ้าบันทึกข้อเท็จจริงเช่นนี้ได้บทสันนิษฐานตามมาตรานี้ก็ไม่ต้องมีขึ้น  และประการสุดท้ายก็คือตามข้อสันนิษฐานของกฏหมายนั้น  ให้สันนิษฐานว่าผู้ครอบครองของซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าลักลอบหนีศุลกากรนั้นเองเป็นผู้ลักลอบนำเข้ามา ซึ่งก็เท่ากับผู้นั้นได้ของนั้นไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาโดยการหลีกเลี่ยงอากรนั่นเอง
                   การผลักภาระการพิสูจน์ให้ฝ่ายจำเลยโดยตรงตามมาตรา  100  ก็ดี  การตั้งข้อสันนิษฐานให้เป็นคุณแก่ฝ่ายเจ้าพนักงานหรือโจทก์  เพื่อให้ตกเป็นภาระแก่ฝ่ายจำเลยจะต้องพิสูจน์ว่าข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามข้อสันนิษฐานนั้นก็ดี  เป็นคนละปัญหากับการนำสืบก่อนหลัง  เรื่องการนำสืบก่อนหลังนั้นไม่มีปัญหาประการใด  ในคดีอาญาโจทก์จะต้องนำสืบก่อนเสมอ  แต่เมื่อมีข้อสันนิษฐานไว้ในกฏหมายเป็นคุณแก่โจทก์  โจทก์ก็มีภาระการพิสูจน์แต่เพียงให้เข้าเงื่อนแห่งการที่จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วน  ตามหลักการในประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 วรรคสอง ประกอบมาตรา 15 แห่งประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ซึ่งสำหรับข้อสันนิษฐานตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร   (ฉบับที่ 12) .. 2497  ก็มีเพียงว่า  มีเหตุอันควรสงสัยว่าของที่จำเลยมีไว้นั้นเป็นของลักลอบหนีศุลกากร        เจ้าพนักงานได้บันทึกข้อเท็จจริงที่ตนเองได้พบเห็นไว้แล้ว  และเสนอบันทึกนั้นต่อศาล เพิ่มเติมด้วยวิธีการในทางปฏิบัติว่าจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจ  หรือฟังได้ว่าได้ของนั้นมาโดยชอบด้วยกฏหมาย เมื่อโจทก์พิสูจน์เพียงเท่านี้ก็ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฏหมายว่า ผู้ครอบครองของนั้นได้ลักลอบนำของนั้นเข้ามาในราชอาณาจักร  จะเข้ามาทางไหน  เมื่อใด  ไม่ใช่ภาระการพิสูจน์ของโจทก์   แต่เป็นภาระการพิสูจน์ของจำเลยตามมาตรา 100 และมาตรา 10 นี้เองด้วย  ดังที่ศาลได้วินิจฉัยในฎีกานี้และฎีกาที่ 70/2503  และเมื่อภาระการพิสูจน์ของโจทก์เป็นดังนี้       กรณีจึงเกี่ยวโยงไปถึงการบรรยายฟ้องตามความในมาตรา 158  แห่งประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา  เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิด  ซึ่งก็ต้องบรรยายให้เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานเท่านั้น  การจะบรรยายเลยไปถึงข้อที่กฏหมายสันนิษฐานให้  เช่นว่า  จำเลยนำของเข้ามาทางนั้นทางนี้   เมื่อนั่นเมื่อนี้ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  และถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ต้องมีข้อสันนิษฐานของกฏหมายให้ประโยชน์แก่โจทก์ไว้   ส่วนการที่โจทก์จะฟ้องแต่เพียงฐานรับไว้ซึ่งของที่นำเข้าโดยการหลีกเลี่ยงอากร ซึ่งมีโทษเบากว่า ฐานลักลอบและพิสูจน์ว่าจำเลยรู้เช่นนั้นโดยอาศัยพฤติการณ์ทั่ว ๆ ไปประกอบกันสอดส่องให้เห็นเจตนาของจำเลย  ซึ่งก็เป็นอันเดียวกับพยานหลักฐานที่แสดงเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นของลักลอบและจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่นนั้น  ก็ไม่มีข้อขัดแย้งกันประการใดดังจะเห็นได้จากการที่ศาลแทบทุกศาลได้วินิจฉัยไปในแนวเดียวกันตลอดมา.

ที่มา: หมายเหตุท้ายฎีกาอธิบายกฎหมายศุลกากรที่สำคัญ
(C) ดร.สงบ สิทธิเดช 20.9.55

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น