วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปฏิทินลำดับเหตุการณ์กฎหมายศุลกากรจากปี 2469 ถึงปี 2560

ลำดับเหตุการ์กฎหมายศุลกากรจากอดีตปี 2469 สู่ฉบับปัจจุบันปี 2560
โดย ดร.สงบ สิทธิเดช

ปี พ.ศ.
เหตุการณ์ทางศุลกากร
เหตุการณ์ทางการเมือง
เหตุผลในการแก้ไขกฎหมาย
สมัยสุโขทัย – 2494
ระยะเกษตรกรรม


2398
หลังสนธิสัญญาบาวนิ่ง พ.ศ. 2398 มีผลใช้บังคับ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394 - 2411) เป็นช่วงที่ยุโรปแข่งขันกันล่าอาณานิคม  ด้วยเหตุผลทางการเมือง ร4 จึงพยายามโอนอ่อนผ่อนตามข้อเสนอของประเทศตะวันตกและยอมเซ็นสนธิสัญญาบาวนิ่ง (Bowring Treaty) ในปี 2398

2399 เป็นการรื้อโครงสร้างทางการค้าและการคลังของไทยที่ทำมาก่อนนี้อย่างช้านาน   รัฐบาลต้องสูญเสียเสรีภาพทางการค้า  และต้องขาดรายได้อย่างมหาศาลจากระบบการผูกขาดการค้าและการจัดเก็บถาษีที่ทำมาตั้งแต่สมัยอยุธยา   อย่างไรก็ตามนับเป็นก้าวแรกของการเปิดประตูการค้ากับต่างประเทศอย่างเสรี  ผลของสนธสัญญาฯทำให้ประเทศอื่นๆส่งฑูตเข้ามาขอเจรจาทำสนธิสัญญาทางการค้าลักษณะเดียวกันนี้
2426-2431
คำว่า “ศุลกากร”  ได้เริ่มมีใช้เป็นครั้งแรก
เจ้าพระยาภาศกรวงศ์เป็นผู้คิดขึ้นเพื่อหาตรงกับคำว่า Customs ในภาษาอังกฤษ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - 2453)

2452
ยกร่างกฎหมายศุลกากร

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453 - 2468)
พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพร้อมพงษ์อธิราช ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดี  และ มร.วิลเลียมนันท์เป็นที่ปรึกษาศุลกากร ทางการได้จัดร่างกฎหมายวางระเบียบวิธีการศุลกากรขึ้นฉบับหนึ่ง เรียกว่า ร่างข้อบังคับการค้าและศุลกากร (TRADE AND CUSTOMS REGULATION)  โดยอาศัยตามหลักกฎหมายอังกฤษเป็นแบบฉบับ(CUSTOMS CONSOLIDATION ACT 1879)    แล้วส่งร่างข้อบังคับทางการค้าดังกล่าว [DRAFT OF PROPOSED TRADE AND CUSTOMS REGULATIONS FOR THE KINGDOM OF SIAM, R.S. 128 (1909)] ไปให้นานาประเทศที่มีสัญญาทางพระราชไมตรีกับประเทศไทย พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน 
2456
พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456  ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทยที่ได้ตราขึ้นไว้เมื่อวันที่  25 มิถุนายน รศ. 124 (2448)
ในช่วงรัชกาลที่  6

2457-2461
เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1
 ประเทศไทยได้ประกาศสงครามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460  
ในช่วงรัชกาลที่ 6

2461 
สงครามโลกสิ้นสุดลง
ประเทศไทยถือโอกาสเจรจายกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับนานาประเทศ ซึ่งได้ทำไว้ตั้งแต่ครั้งสนธิสัญญาบาวริง  โดยเฉพาะในเรื่องพิกัดศุลกากรซึ่งเดิมเราจะเก็บภาษีศุลกากรเกินกว่าร้อยชักสามไม่ได้ 
ในช่วงรัชกาลที่ 6

2469
ประกาศใช้ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เล่มที่ 43 หน้า 272 วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2469
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
 รัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468 - 2477)
พระราชปรารภ  โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่าวิธีจัดและปฏิบัติการของกรมศุลกากรนั้นสมควรจะกำหนดไว้ให้เป็นระเบียบสืบไป
2469
ประกาศใช้พระราชบัญญัติพิกัดอัตราศุลกากรฉบับปฐมฤกษ์ ประกาศอีกครั้ง พ.ร.บ.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2478   

ประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติพิกัดอัตราศุลกากรฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2469 ปีเดียวกันนี้ด้วย ต่อมาได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างสลับซับซ้อนรวม 11 ครั้ง ทางราชการจึงได้ทำสังคายนายกร่างขึ้นใหม่เป็น พ.ร.บ. พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2478 และได้แก้ไขให้สอดคล้องกับระบบราคาของ BDV (Brussels Definition of Value) ซึ่งใช้การจำแนกประเภทสินค้าตามแบบ CCCN (Customs Co-operation Council Nomenclature) โดยออกเป็น พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 และก็ได้มีการแก้ไขหลายครั้งจนถึงครั้งที่ 57 เป็น พ.ร.ก. พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 45) พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นฉบับสุดท้าย จึงได้ถูกยกเลิกทั้งหมดและให้นำ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาใช้แทน เนื่องจากฉบับของ CCCN ล้าสมัย ขาดรายละเอียดและความชัดแจ้ง ซึ่งเป็นผลเสียแก่การค้า การอุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศ จึงได้ปรับปรุงพระราชกำหนดดังกล่าวเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยนำหลักการและโครงสร้างการจำแนกประเภทพิกัดสินค้า ซึ่งเรียกว่าระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized System) อันเป็นระบบที่ชัดแจ้งกว่ามาใช้แทน
2471
พ.ร.บ. ศุลกากรแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1)  พ.ศ.2471   [รก.2471 / - / 22 / 15  เมษายน  2471]
ในช่วงรัชกาลที่ 7
แก้ไข ม.10,88
2472
พ.ร.บ. ศุลกากรแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)
 พ.ศ. 2472  [รก.2472 / - / 335 / 9  กุมภาพันธ์   2472]
ในช่วงรัชกาลที่ 7
เปลี่ยนแบบใบขนสินค้าขาเข้าตาม ม.42 เพื่อแก้ไขสถิติพยากรณ์ศุลกากรเพื่อแสดงเมืองกำเนิดของสินค้าขาเข้าที่ส่งมาจากสิงคโปร์และฮ่องกง 
2474
พ.ร.บ. ศุลกากรแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3)
 พ.ศ.2474  [รก.2474 / - / 560 / 4  กุมภาพันธ์  2474]
ในช่วงรัชกาลที่ 7
ม.7 ก, 8, 49, 50, 68, 69                 
2475
พ.ร.บ.ศุลกากรแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2475    [รก.2475 / - / 88 / 28   เมษายน   2475]

ในช่วงรัชกาลที่ 7 คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย.2475 และประกาศใช้ พ.ร.บ.ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475         พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
(2475-2476)
ม.3  ยกเลิกและใช้ใบแนบ 4(จ) อัตราค่าธรรมเนียมสำหรับรายงานฯลฯ     และได้ถูกยกเลิกโดยฉบับที่ 10 พ.ศ. 2483          
2478
พ.ร.บ.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2478 
[รก.2478 / - / 52 / 21 มีนาคม  2478]
พันเอกพระยาพหล พลพยุหเสนา(2476-2481)
ในระหว่างที่พระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมศุลกากร (พ.ศ. 2478 - 2481) ได้ทรงปรับปรุงงานด้านศุลกากรเพื่อให้เป็นกรมที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย ผลงานสำคัญคือ การตราพระราชบัญญัติพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2478 เปลี่ยนการเก็บภาษีศุลกากรจากหลักการเก็บตามราคามาเป็นตามสภาพ นับเป็นแม่บทในการเรียกเก็บภาษีอากรของไทยตามแบบอารยประเทศ และยังได้ขยายประเภทของสินค้าที่ต้องเสียภาษีจาก 30-40 ประเภท
2479
พ.ร.บ.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2479
[รก.2479 / - / 53 / 27 มีนาคม  2479]

ม. 7-8 หลักเกณฑ์การตีความ
2479
พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ.  2479
 [รก.2480 / - / 188 / 26  เมษายน   2480]

แก้ไขเพิ่มเติมคำว่า “พนักงานศุลกากร" และ "พนักงาน”  
2480
พ.ร.บ. การเดินอากาศ พ.ศ. 2480,  (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2490, พ.ศ.2492 ยกเลิกโดย พ.ร.บ. การเดินอากาศ พ.ศ. 2497


2480
พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2480 [รก.2481 / - / 54 / 25   เมษายน  2481]


ข้อความขึ้นต้นในการตรากฎหมาย โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่เกี่ยวกับเรื่องการนำของเข้าหรือการส่งของออก
2480
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2480
การนำของเข้าหรือส่งของออกทางอากาศ
มีผลใช้เมื่อพ้น 6 เดือน ใน ร.จ. 25/04/81

เนื้อหาทั้งฉบับจะว่าด้วยเรื่องการนำของเข้าหรือส่งของออกทางอากาศยาน
2481
ประมวลข้อบังคับศุลกากร พ.ศ.2481
 โดยพระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมศุลกากร
เมื่อนายปรีดี พนมยงค์ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (พ.ศ.2481-2484) ได้แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรข้อหนึ่งว่า "จะจัดการปรับปรุงภาษีอากรให้ยุติธรรมแก่สังคม" จึงได้มีการปรับปรุงระบบการภาษีอากรครั้งใหญ่ โดยการออกพระราชบัญญัติประมวลรัษฎากร ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2482 ได้ยกเลิกกฎหมายเก่าที่เกี่ยวกับภาษีอากรที่ล้าสมัย
พระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมศุลกากร (พ.ศ. 2478 - 2481) ได้ตราพระราชบัญญัติพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2478 เปลี่ยนการเก็บภาษีศุลกากรจากหลักการเก็บตามราคามาเป็นตามสภาพ       นอกจากนี้ยังทรงรับสั่งให้จัดรวบรวมประมวลคำสั่ง ระเบียบและกฎหมายต่าง ๆ ที่เจ้าพนักงานศุลกากรต้องปฏิบัติ เข้าเป็นหมวดหมู่ เป็นคู่มือของข้าราชการเรียกว่า "ประมวลข้อบังคับศุลกากร พ.ศ.2481" ซึ่งข้าราชการกรมศุลกากรได้ยึดถือเป็นคู่มือการปฏิบัติราชการตลอดมา

2481
พรบ. เรือไทย พ.ศ.2481
พันเอกหลวงพิบูลสงคราม (2481-2485)

2482
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482
[รก.2482  / - / 1168 / 13   ตุลาคม   2482]

แก้ไข ม.11,24, 25, 27, 102, 112,
ม.15 ตัวการต้องรับผิดทางแพ่ง ,ม.16 หลักยกเว้นเรื่องเจตนา, ม.17 การริบของอันเนื่องด้วยความผิดตาม ม.27, ม.18 ของตกค้างอายุ 4 เดือน  และ ม.19 ว่าด้วยเรื่องของ Re – Export  โดยคืนอากร 7 ใน 8 ส่วน
2483
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 10)พ.ศ. 2483
[รก.2483  / - / 747 / 29  พฤศจิกายน  2483]


แก้ไข ม.88 และม.122  ให้แก้ไขถ้อยคำบางคำในมาตราต่าง ๆ   ดังที่ปรากฏในบัญชีท้าย      พระราชบัญญัตินี้เป็น   "ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง"   ทุกแห่ง
2483 - 2484
เกิดสงครามอินโดจีน ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส
ซึ่งทำให้ลัทธิชาตินิยมแพร่หลายมากขึ้น  ญี่ปุ่นได้เข้ามาไกล่เกลี่ยและลงนามในอนุสัญญาสันติภาพเมื่อ 9 พ.ค.2488

8 ธ.ค. 2484
ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทย
และยื่นคำขาดขอยกทัพผ่านแดนไปพม่า คณะรัฐมนตรียินยอมตามข้อเสนอ  นายปรีดีลาออกจากรัฐมนตรีและได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

2485 - 2488
เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
ส.ค. 2488 ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม
นายทวี บุณยเกตุ ได้รับเลือกเป็นนายกแทนนายควง ส่วนหลวงพิบูลฯ ถูกจับในข้อหาเป็นอาชญากรสงคราม
25 ม.ค.2485 ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา


2490
8 พ.ย.2490 รัฐประหารโดย พล.ท.ผิน  ชุณหะวัณ  พล.อ.ท.หลวงกาจ  สงคราม, พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์, พล.ต.ต.เผ่า ศรียานนท์
อ้างประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤตกาล  ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดแคลนอาหาร ขาดเครื่องนุ่งห่ม สินค้าอุปโภค บริโภค มีราคาสูงมากเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมโทรมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

2490
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2490
[รก.2490 / 2 / 10 / 7 มกราคม   2490]
พล.ร.ต.ถวัลย์  ธำรงนาวาสวัสดิ์(2489-2490)
แก้ไขอัตราโทษตาม ม.27
2490
พ.ร.บ. ให้อำนาจทหารเรือปราบปรามการกระทำความผิดบางอย่างทางทะเล พ.ศ. 2490


2494
พ.ร.บ. การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494
จอมพล ป.พิบูลสงคราม(2491-2500)
และนายพจน์  สารสิน(2500)

2494-2504
ระยะเปลี่ยนแปลง (2494 – 2504) 
เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504 -2509   

ได้รับอิทธิพลจากโลกทัศน์ของนักเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในขณะนั้นว่า การพัฒนาคือการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เน้นเฉพาะด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนในสิ่งก่อสร้างขั้นพื้นฐานในรูปแบบของระบบคมนาคมและขนส่ง ระบบเขื่อนเพื่อการชลประทานและพลังงานไฟฟ้าสาธารณูปการ ฯลฯ
2497
พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497
[รก.2497 / 15 / 357 / 2  มีนาคม   2497]

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
1.เพิ่มอัตราโทษปรับให้สูงขึ้นสิบเท่าของอัตราโทษเดิม
2.อายุความการตกเป็นของแผ่นดิน
3.มอบอำนาจให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ
4.คดีที่ราคาของกลางรวมค่าอากรเกินกว่า 40,000 บาทให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ
5.กำหนดจ่ายเงินสินบน
6.การบันทึกข้อเท็จจริงที่ได้พบเห็นการกระทำผิดต่อกฎหมายแล้วเสนอต่อศาล ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นความจริง
7.สมควรกำหนดเขตควบคุมศุลกากรและกำหนดเขตควบคุมศุลกากรพิเศษ
2499
 พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2499
[รก.2500 / 8 / 258 /  22   มกราคม   2500]                    

หมายเหตุ:-   เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ 
1. เพิ่มมาตรา 19 ทวิ คืนอากรแก่ของที่นำเข้าผลิตส่งออก 7 ใน 8 ส่วน เพื่อส่งเสริมการประกอบกิจการอุตสาหกรรมภายในประเทศ
2. เพิ่ม ม.27 ทวิ ลงโทษผู้รับซื้อของลักลอบ
2501
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 31 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2501 [รก.2501 / 101 / 5พ. / 29 พฤศจิกายน 2501]
“บรรดาเครื่องจักรและวัตถุที่นำเข้ามาจากต่างประเทศอัน พึงได้รับการงดหรือลดอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมนั้น ให้อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจผ่อนผันส่งมอบไปได้ โดยถือเอาการค้ำประกันของธนาคารที่เชื่อถือได้แทนการวางเงินเป็นประกันเงินอากร ที่พึงเรียกเก็บตามความในมาตรา 13 แห่งพ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482”
พลโท ถนอม กิตติขจร(2501)
โดยที่คณะปฏิวัติเห็นเป็นการจำเป็นที่ จะส่งเสริมให้มีการลงทุนในกิจการอุตสาหกรรมใน ประเทศอันจะเป็นผลให้ประเทศไทยสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ได้เอง เพื่อความประสงค์นี้ เป็นการสมควรที่จะจัดให้มีการผ่อนผันให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ใช้บรรดา เครื่องจักรและวัตถุที่นำเข้ามาจากต่าง ประเทศได้โดยไม่ต้องวางเงินประกันเงินอากรที่พึงเรียกเก็บแก่สิ่งของเหล่านั้นตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร     
2501
ลงนามในอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1958 จำนวน 4 ฉบับ และได้ให้สัตยาบันเมื่อ 2511
พลโท ถนอม กิตติขจร(2501)

2504-2514
ระยะพัฒนาสู่ความสมดุลย์


2506
 กรมศุลกากรได้ปรับปรุงรหัสสินค้า

ใน พ.ศ.2506 กรมศุลกากรได้ปรับปรุงรหัสสินค้าของไทย ทั้งนี้เนื่องจากองค์การสหประชาชาติได้ปรับปรุงรหัสสินค้าเพื่อนำมารวบรวมสถิติสินค้าเข้าออกของนานาประเทศ ซึ่งในปีเดียวกันนี้ กรมศุลกากรได้เสนอคณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการพิกัดอัตราศุลกากร ให้ทำหน้าที่กำหนดหรือปรับปรุงแก้ไขพิกัดอัตราศุลกากร
2510 – 2514

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 2  พ.ศ.2510 - 2514

ยังเน้นการขยายอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจ
เป็นหลัก แต่ได้เริ่มพูดถึงความสำคัญของการ
กระจายความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2512
ประกาศใช้อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1958 เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2512 รวม 4 ฉบับคือ (1) อนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง (2) อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวง (3) อนุสัญญาว่าด้วยการประมงและการอนุรักษ์ทรัพยากรมีชีวิตในทะเลหลวง (4) อนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป ซึ่งมีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2511 เป็นต้นไป
พลโท ถนอม กิตติขจร(2501)

2514 เป็นต้นไป

ระยะพุ่งตัวของผลผลิตนอกสาขาเกษตร



2515 - 2519
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 3  พ.ศ.2515-2519

แนวทางการพัฒนา  เสริมการส่งออก, ปรับปรุงโครงสร้างการนำเข้า ปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและยกระดับการผลิต เร่งรัดการส่งออกและทดแทนสินค้านำเข้า
2515
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 329 ลงวันที่  13  ธันวาคม  พ.ศ.2515
[รก.2515 / 190 / 142พ. / 13  ธันวาคม   2515]
 


พลโท ถนอม กิตติขจร(2506-2516)
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า    บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยศุลกากรยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน   สมควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น    สะดวกแก่การปฏิบัติและช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมสินค้าขาออก   หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ (แก้ไข ม.19 ให้คืนอากรได้ 9 ใน 10 ส่วนและ ม.19 ทวิ ให้คืนอากรทั้งหมด และเพิ่ม ม.19 ตรี ให้รับการค้ำประกันของธนาคาร)
2520-2524
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 4 พ.ศ.2520-2524

แนวทางการพัฒนา  เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยมุ่งขยายการผลิตสาขาเกษตร, ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่ง
ออก
2521
พ.ร.บ ส่งเสริมการพาณิชณยนาวี 2521
พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์(2520-2523)

2525 - 2529
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 5 พ.ศ.2525-2529

แนวทางการพัฒนา   เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ปรับโครงสร้างการเกษตร ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและกระจายอุตสาหกรรมไปสู่ส่วนภูมิภาค
2528
พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469  พ.ศ. 2528
[รก.2528 / 41 / 197พ. / 4  เมษายน   2528]

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (2523-2531)
หมายเหตุ:   เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้     คือ   เนื่องจากได้มีการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างพิกัดอัตราศุลกากรโดยออกเป็นพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร   (ฉบับที่ 45) พ.ศ. 2528  ในการนี้เห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร     เพื่อให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากรในทำนองเดียวกับคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร    เพื่อให้การพิจารณาดำเนินการจัดเก็บภาษีอากรมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้น   และโดยที่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร   (ฉบับที่ 45)  พ.ศ. 2528 ดังกล่าว    ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ    จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

2529-2533
ยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู (2529-2533)


2530 - 2534
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 6 พ.ศ.2530 - 2534

เน้นวัตถุประสงค์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
2530
ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

ในปี พ.ศ.2530 ได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร โดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 พิกัดอัตราศุลกากรนี้ได้ใช้ระบบจำแนกประเภทสินค้าและรหัสประเภทพิกัดของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ที่เรียกว่า ระบบ ฮาร์โมไนซ์ (Harinonized System) โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2531
2534-3539
ยุคเศรษฐกิจชะลอตัว (2534-2539)


2534
พ.ร.บ. การกักเรือ พ.ศ. 2534
พลเอกชาติชาย  ชุณหะวัน(2531-2534)

2534
พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534
ยกร่างตั้งแต่ปี 2528
นายอานันท์  ปันยารชุน(2534-2535)

2534
พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2534
[รก.2534 / 240 / 77พ. / 29  ธันวาคม   2534]
เพิ่ม ม. 6(6) สินค้าอันตราย
ม. 61 สินค้าอันตรายตกค้าง
เพิ่ม ม. 63 ทวิ สั่งให้นำสินค้าอันตรายกลับออกไป
หมายเหตุ:-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้   คือ   โดยที่ในปัจจุบันได้มีการนำสินค้าจำพวกเคมีภัณฑ์ สิ่งมีพิษ  หรือสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างอื่น เข้ามาในราชอาณาจักรและนำมาเก็บรักษาไว้ในเขตศุลกากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดอันตรายหรือความเสียหายต่อบุคคล  สัตว์  พืช  ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อมขึ้นได้    สมควรกำหนดวิธีการเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้าอันตรายตลอดจนเงื่อนไขในการขนถ่าย   การเก็บรักษาสินค้า   และการนำสินค้าออกไปจากเขตศุลกากรขึ้นโดยเฉพาะ    เพื่อให้มีการนำสินค้าเหล่านั้นออกไปจากเขตศุลกากรได้โดยรวดเร็วและเหมาะสม      กับสถานที่เก็บรักษาสินค้าดังกล่าว    นอกจากนี้        สมควรกำหนดมาตรการดำเนินการกับของตกค้างที่เป็นสินค้าอันตรายและของเสียและเรือที่นำของดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร      ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น    จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
2535 - 2539
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 7 พ.ศ.2535 - 2539

เริ่มมองเห็นความจำเป็นในการกำหนดแนวความคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)
2537
พ.ร.บ. การจำนองเรือและบุริมสิทธิทางทะเล พ.ศ. 2537
นายชวน หลีกภัย (2535-2543)

2540-2542
ยุค IMF(2540 – 2542)


2540 - 2544
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 8 พ.ศ.2540 - 2544

ปรับแนวคิดการพัฒนาจากเดิมที่เน้นเศรษฐกิจมาเป็นการเน้นคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา
2540
พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 15)  พ.ศ. 2540
[รก.2540  / 72ก / 20 / 16  พฤศจิกายน   2540]
นายชวน หลีกภัย (2535-2543)
ม.20 ทวิ ความผิดที่เกิดขึ้นในทะเลอาณาเขตส่งผู้ต้องหาในท้องที่ใดให้พนักงานสอบสวนรับผิดชอบ
หมวด 4 ทวิ อำนาจศุลกากรในเขตต่อเนื่อง ม.37ทวิ - เบญจ
หมายเหตุ:- โดยที่เป็นการสมควรกำหนด การสอบสวนความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่เกิดในทะเลอาณาเขต และเนื่องจากได้มีประกาศพระบรมราชโองการกำหนดเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรไทย สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช 2469 เพื่อกำหนดการใช้อำนาจทางศุลกากรในเขตต่อเนื่องให้ชัดเจนด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
2542
พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2542
[รก.2542 / 118ก / 36 / 25  พฤศจิกายน   2542]

นายชวน หลีกภัย (2535-2543)
หมายเหตุ:-   โดยที่เป็นการสมควรเพิ่มมาตรการบางประการเพื่อให้การปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษีตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรบรรลุผลยิ่งขึ้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร     พระพุทธศักราช   2469    เพื่อกำหนดความผิดสำหรับการขนถ่ายสิ่งของใด ๆ      ในทะเลนอกเขตท่า (ม.37จัตวา) และเพิ่มอำนาจของศาลในการริบเรือที่มีขนาดเกินสองร้อยห้าสิบตัน (ม.32 วรรค 2)  และของที่มิได้เป็นของผู้กระทำความผิดในบางกรณี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้  (ม.32 ทวิ)                
2543
พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2543
[รก.2543 / 17ก / 1 / 8  มีนาคม  2543]

นายชวน หลีกภัย (2535-2543)
หมายเหตุ:- 1. เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 จึงต้องยกเลิกการใช้ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเป็นเกณฑ์ประเมินเงินอากรสำหรับของนำเข้าโดยให้ใช้ราคาศุลกากรแทน
2. กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และกระบวนการในการพิจารณาอุทธรณ์
3. สมควรกำหนดให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำของเข้าหรือส่งของออก มีหน้าที่เก็บรักษบัญชี เอกสาร หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการนำของเข้าหรือส่งของออกเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
2543
พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2543
 [รก.2543 / 108ก / 1 / 17  พฤศจิกายน  2543]
นายชวน หลีกภัย (2535-2543)
เขตปลอดอากร
การค้าขายระหว่างประเทศได้มีการแข่งขันกันอย่างมาก การสนับสนุนและส่งเสริมการส่งออก จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นการเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้จึงสมควรกำหนดให้มีการจัดตั้งเขตปลอดอากรขึ้นในประเทศไทย เพื่อผลิต ผสม ประกอบ บรรจุหรือดำเนินการอื่นใดกับสินค้านั้นเพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร
2545 - 2549
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545 - 2549

ได้อัญเชิญแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศโดยยึดหลักทางสายกลาง
เพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤต สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยมี วัตถุประสงค์
(๑) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพและมีภูมิคุ้มกัน
(๒)เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็ง ยั่งยืน สามารถพึ่ง
ตนเองได้อย่างรู้เท่าทันโลก
(๓)เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีในสังคมไทยทุกระดับ
(๔)เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและเพิ่มศักยภาพและโอกาสของคนไทยในการพึ่งพาตนเอง
2548
พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2548
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 122/ตอนที่ 4 ก/หน้า 1/13 มกราคม 25
สมัยรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงอัตรา
โทษปรับสำหรับความผิดทุกฐานตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรให้สูงขึ้น เนื่องจากอัตราโทษปรับที่กำหนดไว้ในกฎหมายได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และเมื่อเปรียบเทียบกับค่าของเงินในปัจจุบันแล้วเป็นจำนวนเงินที่ต่ำ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงอัตราโทษปรับเสียใหม่ให้เหมาะสมกับค่าของเงินตามสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อให้การลงโทษตามกฎหมายดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในเรื่องอื่น ๆ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในคราวเดียวกันดังนี้คือ กำหนดกรณีของกลางที่ได้
ถูกยึดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรให้ตกเป็นของแผ่นดินหากเจ้าของหรือผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้องเรียกเอาคืน โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะมีการฟ้องร้องคดีอาญาหรือไม่ กำหนดลักษณะของที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามมาตรา ๒๗ และมาตรา ๒๗ ทวิ ให้สอดคล้องกัน กำหนดอำนาจของอธิบดีในการจำหน่ายของสดของเสียที่บูดเน่าได้ แก้ไขอำนาจของคณะกรรมการเปรียบเทียบให้มีอำนาจเปรียบเทียบการกระทำความผิดในกรณีที่ของกลางมีมูลค่ารวมกันเกินกว่าสี่แสนบาท กับให้มีอำนาจเปรียบเทียบสำหรับความผิดฐาน ฝ่าฝืนบทบัญญัติเรื่องทางอนุมัติ เฉพาะคราวเพิ่มขึ้น กำหนดให้การ
ฝ่าฝืนบทบัญญัติเรื่องการขนส่งของตามทางอนุมัติเฉพาะคราวเป็นความผิด และต้องระวางโทษอย่างเดียวกับกรณีของการขนส่งของตามทางอนุมัติ รวมทั้งการริบของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในกรณีดังกล่าวด้วย และกำหนดอำนาจในการออกกฎกระทรวงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒ เพื่อให้การใช้บังคับและการปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้สมควรยกเลิก
บทบัญญัติเกี่ยวกับศาลกงสุลต่างประเทศเนื่องจากศาลดังกล่าวได้ถูกยกเลิกแล้ว และยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้การส่งออกข้าวและรำต้องบรรจุกระสอบเท่านั้นด้วย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
2548
พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2548
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 122/ตอนที่ 4 ก/หน้า 8/13 มกราคม 2548

สมัยรัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการลงนามในบันทึกความ
เข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและมาเลเซียเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรร่วมเพื่อแสวงประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นดินใต้ทะเลในบริเวณที่กำหนดของไหล่ทวีปของประเทศทั้งสองในอ่าวไทย ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒ และในความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งมาเลเซียว่าด้วยธรรมนูญและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้วเพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจและความตกลงดังกล่าวในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจทางศุลกากร จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
2550 - 2554
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 10 พ.ศ.2550 - 2554
ยึดหลักการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้าและขับเคลื่อนการเจริญเติบโตจากการเพิ่มผลิตภาพการผลิตบนฐานการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม

2555 - 2559
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 11 พ.ศ.2555 - 2559
ยังคงยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และ “คนเป็นศูนย์กลางของ การพัฒนา” รวมทั้ง “สร้างสมดุลการพัฒนา” ในทุกมิติ

2557
พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๗
“การผ่านแดน ถ่ายลำ และการใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในการศุลกากร”
สมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยศุลกากรยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การนำของเข้าเพื่อการผ่านแดนหรือการถ่ายลำออกนอกราชอาณาจักร ทำให้การศุลกากรของประเทศไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลและยังไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยพิธีการศุลกากรที่เรียบง่ายและสอดคล้องกัน (The International Convention on the Simplification and Harmonization of Customs Procedures) และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการประเมินค่าภาษีและการเสียภาษี สมควรกำหนดหลักเกณฑ์การนำของเข้าเพื่อการผ่านแดนหรือการถ่ายลำออกนอกราชอาณาจักร และการยื่นคำร้องขอต่ออธิบดีกรมศุลกากรเพื่อพิจารณากำหนดราคาของของนำเข้า กำหนดถิ่นกำเนิดของของที่จะนำเข้า และตีความพิกัดอัตราศุลกากรเพื่อจำแนกประเภทของของในพิกัดอัตราศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรเป็นการล่วงหน้า ก่อนที่จะนำของเข้ามาในราชอาณาจักรลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการนำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการศุลกากรได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
2557
พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๕๗
“อำนาจทางศุลกากรในพื้นที่ควบคุมร่วมกัน”
สมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หมายเหตุ เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการทำความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน เพื่อวางกรอบความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ของประเทศภาคีตามความตกลงในการดำเนินพิธีการในการขนส่งข้ามพรมแดนร่วมกันและพร้อมกันในพื้นที่เดียวกัน แต่การดำเนินพิธีการศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรยังไม่ครอบคลุมถึงการดำเนินพิธีการศุลกากรในพื้นที่ควบคุมร่วมกัน ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดนและเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีตามความตกลงดังกล่าว สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินพิธีการศุลกากรในพื้นที่ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
2560 - 2564
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560 - 2564
ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” “การพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา”
Thailand 4.0 โมเดลขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน
2560
พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐
สมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานและมีบทบัญญัติบางเรื่องล้าสมัยหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งยังมีการตรากฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวหลายฉบับ ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้บังคับกฎหมายประกอบกับการค้าและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้พัฒนาและขยายตัวมากขึ้น ทำให้มีความจำเป็นต้องปรับปรุงการดำเนินพิธีการศุลกากรและการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยศุลกากร  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

2561 ร่างพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่..) พ.ศ. ....

กรมศุลกากร อยู่ระหว่างเสนอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา
ภายหลังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ กรมศุลกากรได้จัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ ตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณา พบว่ามีปัญหาที่สำคัญในการบังคับใช้กฎหมาย กล่าวคือ ไม่มีบทบัญญัติ ให้อำนาจอธิบดีไว้อย่างชัดเจน ในการกำหนดระเบียบการกักของ การขายทอดตลาด และการหักใช้เงินจากการขายทอดตลาด การกำหนดระเบียบการยึดและการขายทอดตลาดทรัพย์สิน การกำหนดหลักเกณฑ์ในการสืบทรัพย์ของ ผู้ค้างชำระอากร การกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการยื่นทุเลาการเสียอากรและการพิจารณาทุเลาการเสียอากร และการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ครอบคลุมถึงการดำเนินพิธีการศุลกากรอื่น นอกจากนี้ การกำหนดระยะเวลา การประเมินอากร ความรับผิดในการเสียอากรสำหรับการนำของเข้าหรือส่งของออกทางบก และของตกค้าง ยังมีความไม่ชัดเจน รวมทั้งไม่มีบทบัญญัติกำหนดการขยายระยะเวลาในการนำของผ่านแดนหรือถ่ายลำออกไปนอกราชอาณาจักร การดำเนินการกับของผ่านแดนหรือถ่ายลำที่ตกเป็นของแผ่นดิน การกำหนดให้โรงพักสินค้าหรือที่มั่นคงเป็นสถานที่สำหรับตรวจ เก็บ หรือตรวจปล่อย ของผ่านแดนหรือถ่ายลำ และของที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับยกเว้นหรือคืนอากรเมื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร หากนำเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน ตามมาตรา ๑๑๖(๑) จะไม่ได้รับการยกเว้นหรือคืนอากรเช่นเดียวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนตามมาตรา ๑๑๖ (๒) หรือ (๓) ตลอดจนบทกำหนดโทษที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจากสภาพปัญหาที่กล่าวมา จึงส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐




อ่านบทความที่เกียวข้องย้อนหลัง

ดร.สงบ สิทธิเดช
Dr.Sangob Sittidech
LL.B., M.A., D.P.A.